<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สถาปัตยกรรม &#8211; Feng Shui Architect</title>
	<atom:link href="https://www.fengshuiarchitect.net/category/architecture/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.fengshuiarchitect.net</link>
	<description>รับออกแบบและสอน งานสถาปัตยกรรมตามหลักฮวงจุ้ย</description>
	<lastBuildDate>Thu, 05 Jun 2025 04:26:51 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.1</generator>

<image>
	<url>https://www.fengshuiarchitect.net/wp-content/uploads/2025/06/cropped-Feng-Shui-Architect-Logo-1-scaled-1-32x32.png</url>
	<title>สถาปัตยกรรม &#8211; Feng Shui Architect</title>
	<link>https://www.fengshuiarchitect.net</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>Site Analysis in Architecture Field</title>
		<link>https://www.fengshuiarchitect.net/site-analysis-in-architecture-field/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Panyawat Supapitakpong]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 05 Jun 2025 03:58:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สถาปัตยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[Analysis]]></category>
		<category><![CDATA[Architect]]></category>
		<category><![CDATA[Architecture]]></category>
		<category><![CDATA[Feng Shui]]></category>
		<category><![CDATA[Ken]]></category>
		<category><![CDATA[Panyawat Supapitakpong]]></category>
		<category><![CDATA[Site]]></category>
		<category><![CDATA[Site Analysis]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.fengshuiarchitect.net/?p=236</guid>

					<description><![CDATA[การวิเคราะห์พื้นที่ทางสถาปัตยกรรม (Site Analysis) เป็นห [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การวิเคราะห์พื้นที่ทางสถาปัตยกรรม (Site Analysis) เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อขบวนการออกแบบสถาปัตยกรรม การวิเคราะห์พื้นที่เป็นขบวนการวิเคราะห์ถึงข้อจำกัดของพื้นที่นั้นๆ สามารถแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็นสองเป็นประเด็นหลัก โดยประเด็นที่หนึ่งจะเป็นการวิเคราะห์ถึงคุณภาพเชิงกายภาพ เช่น การวิเคราะห์คุณภาพของดิน ความลาดเอียงของพื้นที่ ทิศทางลม ทิศทางแสง สภาพอากาศที่แตกต่างในแต่ละพื้นที่ อาคารที่อยู่รอบๆพื้นที่เรา เป็นต้น ประเด็นที่สองจะเน้นถึงการวิเคราะห์เชิงนามธรรม เช่น การวิเคราะห์ถึงวัฒนธรรมในพื้นที่ที่ถูกกำหนด ประวัติศาสตร์ที่มีผลต่อพื้นที่นั้นๆ และ ข้อบังคับกฎหมายอาคาร เป็นต้น</p><figure class="wp-block-image size-full has-custom-border"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="770" height="480" src="https://www.fengshuiarchitect.net/wp-content/uploads/2025/06/FENG-SHUI-ARCHITECT-10.png" alt="" class="wp-image-237" style="border-radius:100px" srcset="https://www.fengshuiarchitect.net/wp-content/uploads/2025/06/FENG-SHUI-ARCHITECT-10.png 770w, https://www.fengshuiarchitect.net/wp-content/uploads/2025/06/FENG-SHUI-ARCHITECT-10-600x374.png 600w, https://www.fengshuiarchitect.net/wp-content/uploads/2025/06/FENG-SHUI-ARCHITECT-10-300x187.png 300w, https://www.fengshuiarchitect.net/wp-content/uploads/2025/06/FENG-SHUI-ARCHITECT-10-768x479.png 768w" sizes="(max-width: 770px) 100vw, 770px" /><figcaption class="wp-element-caption">Ken Panyawat Supapitakpong: Feng Shui Architect</figcaption></figure><p>ขบวนการวิเคราะห์พื้นที่ (Site Analysis) จะช่วยให้ผู้ออกแบบสามารถออกแบบสถาปัตยกรรมให้เกิดความสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในที่นั้นๆ การทำความเข้าใจในทิศทางของแสงอาทิตย์ ทิศทางลม ทางระบายน้ำ และปัจจัยสิ่งแวดล้อมอื่นๆ นั้นยังสามารถช่วยส่งเสริมการออกแบบ ในการวางผังส่วนต่างๆ ของอาคารเพื่อให้การใช้งานมีประสิทธิภาพสูงสุด เช่น การจัดวางห้องให้ได้รับแสงแดดตามธรรมชาติ เพื่อเพิ่มความสว่างและความอบอุ่นในกับพื้นที่ภายในอาคาร และยังทำให้เกิดการประหยัดพลังงานของอาคารได้อีกด้วย การระบุความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติจากการวิเคราะห์พื้นที่ (เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว) สามารถช่วยให้นำพาให้กลยุทธ์ในการออกแบบที่ลดความเสี่ยงจากผลกระทบที่เราจะได้จากภัยพิบัตินั้นๆ ที่สำคัญที่สุดนั้นคือ การวิเคราะห์พื้นที่ที่ดี สามารถเปิดช่องทางต่อผู้ออกแบบ ให้การออกแบบเกิดการประหยัดต้นทุน เช่น การเตรียมพื้นที่ก่อสร้างอย่างเหมาะสม หรือการหลีกเลี่ยงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่อาจมีค่าใช้จ่ายสูง</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>George Bataille</title>
		<link>https://www.fengshuiarchitect.net/george-bataille/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Panyawat Supapitakpong]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 05 Jun 2025 03:56:33 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สถาปัตยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[Architect]]></category>
		<category><![CDATA[Existentialism]]></category>
		<category><![CDATA[Feng Shui]]></category>
		<category><![CDATA[George Bataille]]></category>
		<category><![CDATA[Jean-Paul Sartre]]></category>
		<category><![CDATA[Ken]]></category>
		<category><![CDATA[Michel Foucault]]></category>
		<category><![CDATA[Panyawat Supapitakpong]]></category>
		<category><![CDATA[Postmodernism]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.fengshuiarchitect.net/?p=233</guid>

					<description><![CDATA[จอร์จ บาทาย (George Bataille) นักปรัชญา นักเขียนชาวฝรั่ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จอร์จ บาทาย (George Bataille) นักปรัชญา นักเขียนชาวฝรั่งเศสที่มีผลงานครอบคลุมด้าน ปรัชญา วรรณกรรม สังคมวิทยา และมานุษยวิทยา ความคิดของเขามีอิทธิพลอย่างมากต่อปรัชญาในสมัย Postmodernism และทฤษฎีวิพากษ์ในหลายสาขา บาทายได้คิด ปรัชญาแห่งการละเมิดกฎ โดยเขาได้สำรวจ บรรทัดฐานทางสังคม จริยธรรม และประสบการณ์ของมนุษย์ โดยเน้นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ การละเมิดกฎ (Transgression) ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ทางสังคมอย่างตั้งใจ เพื่อให้เข้าใจถึงอิสรภาพ ความปรารถนา และธรรมชาติของมนุษย์ ความคิดของเขามีอิทธิพลต่อนักคิดในยุคต่อมา เช่น มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) และฌอง-ปอล ซาทร์ (Jean-Paul Sartre) หนึ่งในเรื่องที่แสดงแนวคิดของ การละเมิดกฎ ได้อย่างชัดเจนได้แก่ อีโรติกและความตาย Eroticism and Death บาตายเสนอว่าอีโรติกเป็นรูปแบบหนึ่งของการล่วงละเมิด มันเป็นการผลักดันขอบเขต โดยเฉพาะอย่างยิ่งขอบเขตระหว่างชีวิตและความตาย การมีเพศสัมพันธ์มีความเกี่ยวข้องกับการสูญเสียความเป็นปัจเจก และยังเป็นการเปิดการปิดกั้นขอบเขตของมนุษย์ชั่วคราว ซึ่งเขาเปรียบเทียบว่ามันคล้ายกับความตายที่แสดงถึงการสูญเสียตัวตน บาตายเปรียบสถานะ &#8220;Discontinuous&#8221; เข้ากับ ความเป็นปัจเจกบุคคล (separate, isolated being) และได้เปรียบเทีนยสถานะ &#8220;Continuous&#8221; กับสภาวะของความเป็นหนึ่งเดียวหรือการสลายตัว เช่น ความตาย หรือช่วงเวลาของความสุขทางอีโรติก บาตายเชื่อมโยงอีโรติกกับพิธีกรรมทางศาสนาและแนวคิดเรื่องการบูชายัญ (ความตาย) ถูกมองว่าเป็นหนทางสู่ความศักดิ์สิทธิ์ ในทำนองเดียวกัน บาทายเปรียบ อีโรติกว่าเป็นประสบการณ์ที่ศักดิ์สิทธิ์และเกี่ยวข้องกับการยอมรับและการเผชิญหน้ากับความตาย สำหรับบาตาย อีโรติกคือการเผชิญหน้ากับความตาย เพราะมันท้าทายความรู้สึกของตัวตนและความกลัวที่จะสูญเสียตัวตน ในทั้งอีโรติกและความตาย มีความปรารถนาที่จะก้าวข้ามความเป็นปัจเจก และยังเป็นประสบการณ์พื้นฐานของมนุษย์ที่เปิดเผยถึงขีดจำกัดของการดำรงอยู่และความสำนึก ซึ่งจะนำไปสู่การทำให้เกิดการไตร่ตรองเชิงอัตถิภาวนิยม (Existentialism) ซึ่งคือการเน้นถึงความสำคัญของการสร้างความหมายให้กับชีวิตด้วยตัวเอง ในโลกที่ไม่มีความหมายที่แน่นอนหรือจุดหมายที่ตายตัว แนวคิดที่มีความสำคัญผสมผสานกับความคลุมเครือ ความไร้เหตุผล และการปฏิเสธความหมายที่มั่นคง ทำให้บาทายเป็นบุคคลสำคัญที่มีอิทธิพลต่อนักปรัชญาสมัยใหม่ แนวคิดของเขาขัดแย้งกับ แนวคิดทางอุดมคติของยุค Enlightenment ในเรื่อง เหตุผลและความก้าวหน้า เปิดการสนทนาเกี่ยวกับอำนาจ ภาษา และโครงสร้างทางสังคม ซึ่งต่อมานักคิดอย่าง ฌาคส์ เดอร์ริดา (Jacques Derrida) และกิลล์ เดอเลิซ (Gilles Deleuze) ได้ทำการพัฒนาแนวคิดนี้ต่อไป</p><figure class="wp-block-image size-full has-custom-border"><img decoding="async" width="770" height="480" src="https://www.fengshuiarchitect.net/wp-content/uploads/2025/06/FENG-SHUI-ARCHITECT-7-1.png" alt="" class="wp-image-234" style="border-radius:100px" srcset="https://www.fengshuiarchitect.net/wp-content/uploads/2025/06/FENG-SHUI-ARCHITECT-7-1.png 770w, https://www.fengshuiarchitect.net/wp-content/uploads/2025/06/FENG-SHUI-ARCHITECT-7-1-600x374.png 600w, https://www.fengshuiarchitect.net/wp-content/uploads/2025/06/FENG-SHUI-ARCHITECT-7-1-300x187.png 300w, https://www.fengshuiarchitect.net/wp-content/uploads/2025/06/FENG-SHUI-ARCHITECT-7-1-768x479.png 768w" sizes="(max-width: 770px) 100vw, 770px" /><figcaption class="wp-element-caption">Ken Panyawat Supapitakpong: Feng Shui Architect</figcaption></figure>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Phenomenological Approach of Juhani Pallasmaa</title>
		<link>https://www.fengshuiarchitect.net/phenomenological-approach-of-juhani-pallasmaa/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Panyawat Supapitakpong]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 05 Jun 2025 03:54:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สถาปัตยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[5 Senses]]></category>
		<category><![CDATA[Architect]]></category>
		<category><![CDATA[Architecture and the senses]]></category>
		<category><![CDATA[Feng Shui]]></category>
		<category><![CDATA[Juhani Pallasmaa]]></category>
		<category><![CDATA[Ken]]></category>
		<category><![CDATA[Panyawat Supapitakpong]]></category>
		<category><![CDATA[Phenomenology]]></category>
		<category><![CDATA[The Eyes of the Skin]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.fengshuiarchitect.net/?p=230</guid>

					<description><![CDATA[จูฮานี่ พัลลัสมา (Juhani Pallasmaa) สถาปนิกสาย phenomen [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จูฮานี่ <a>พัลลัสมา</a> (Juhani Pallasmaa) สถาปนิกสาย phenomenology กล่าวว่าสถาปัตยกรรมในยุคปัจจุบัน (2005) ให้ความสำคัญกับการออกแบบภาพลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมมากจนเกินไป จนละเลยการออกบบประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสอื่นๆ, อ้างอิงจากหนังสือ The Eyes of the Skin: Architecture and the Senses พัลลัสมาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการออกแบบที่ใช้ประสาทสัมผัสแบบองค์รวม โดยสถาปัตยกรรมควรมีปฏิสัมพันธ์กับประสาทสัมผัสต่างๆ โดยคำนึงถึง สัมผัส เสียง กลิ่น การรับรู้ถึงเวลา และแม้กระทั่งความรู้สึกถึงบรรยากาศของพื้นที่ เพื่อสร้างพื้นที่ที่มีความหมายและตอบโจทย์ต่อความเป็นมนุษย์ให้มากยิ่งขึ้น พัลลัสมาเชื่อว่าการสร้างสถาปัตยกรรมที่ให้ความเคารพต่อการออกแบบประสบการณ์ที่คำนึงถึงประสาทสัมผัสทั้งหมดของร่างกาย จะสามารถเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับโลก</p><figure class="wp-block-image size-full has-custom-border"><img decoding="async" width="770" height="480" src="https://www.fengshuiarchitect.net/wp-content/uploads/2025/06/FENG-SHUI-ARCHITECT-9-1.png" alt="" class="wp-image-231" style="border-radius:100px" srcset="https://www.fengshuiarchitect.net/wp-content/uploads/2025/06/FENG-SHUI-ARCHITECT-9-1.png 770w, https://www.fengshuiarchitect.net/wp-content/uploads/2025/06/FENG-SHUI-ARCHITECT-9-1-600x374.png 600w, https://www.fengshuiarchitect.net/wp-content/uploads/2025/06/FENG-SHUI-ARCHITECT-9-1-300x187.png 300w, https://www.fengshuiarchitect.net/wp-content/uploads/2025/06/FENG-SHUI-ARCHITECT-9-1-768x479.png 768w" sizes="(max-width: 770px) 100vw, 770px" /><figcaption class="wp-element-caption">Ken Panyawat Supapitakpong: Feng Shui Architect</figcaption></figure><p>พัลลัสมา (Pallasmaa) เสนอว่าสถาปัตยกรรมควรเชื่อมโยงกับร่างกายมนุษย์ เป็นดั่งประสบการณ์ที่ทำให้ประสาทสัมผัสทุกอย่างทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ลึกซึ้ง เขาชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ คุณภาพความรู้สึกที่ได้จากการสัมผัส ยกตัวอย่างเช่น ความรู้สึกต่อวัสดุต่างชนิด วัสดุต่างชนิดย่อมให้ความรู้สึกที่ต่างกัน เสียงของพื้นที่ การออกแบบสัดส่วนปริมาตรของห้องที่ต่างกันส่งผลต่อเสียงที่เราจะได้รับ การเล่นของแสงและเงา การออกแบบที่คำนึงถึง mood and tone รวมถึงควบคุมช่องแสงในปริมาตรของห้องต่างๆ ส่งผลต่อความรู้สึกของผู้ใช้งานพื้นที่ (Emotional Experiences) และแม้แต่กลิ่นในการสร้างสภาพแวดล้อมที่สามารถส่งผลถึงความมีชีวิตชีวาของเป็นมนุษย์ สำหรับพัลลัสมาการดึงประสาทสัมผัสหลายๆ อย่างเข้ามามีส่วนร่วมทำให้สถาปัตยกรรมสามารถกระตุ้นความทรงจำ อารมณ์ และความรู้สึกผูกพัน ระหว่างผู้ใช้งานอาคารกับสถาปัตยกรรมได้</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แนวทางปรัญชาของ เพลโต (Plato) และ อริสโตเติล (Aristotle)</title>
		<link>https://www.fengshuiarchitect.net/philosophical-concept-of-plato-and-aristotle/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Panyawat Supapitakpong]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 05 Jun 2025 03:51:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สถาปัตยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[Architect]]></category>
		<category><![CDATA[Aristotle]]></category>
		<category><![CDATA[Feng Shui]]></category>
		<category><![CDATA[Ken]]></category>
		<category><![CDATA[Panyawat Supapitakpong]]></category>
		<category><![CDATA[Plato]]></category>
		<category><![CDATA[Reality]]></category>
		<category><![CDATA[Theory of Forms]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.fengshuiarchitect.net/?p=225</guid>

					<description><![CDATA[เพลโต (Plato) และ อริสโตเติล (Aristotle) เป็นนักปรัชญาใ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เพลโต (Plato) และ อริสโตเติล (Aristotle) เป็นนักปรัชญาในยุคกรีกที่มีอิทธิพลมากที่สุดสองคนในประวัติศาสตร์ตะวันตก อริสโตเติลเป็นศิษย์ของเพลโต นักปรัชญาทั้งสองต่างแสดงถึงมุมมองที่มีเหตุผลและส่งผลต่อเรื่องราวต่างๆ ในปัจจุบัน ถึงแม้ว่าทั้งสองจะมีมุมมองบางอย่างที่เห็นด้วยร่วมกัน แต่ก็ยังมีอีกหลายๆ ประเด็นที่ทั้งคู่เห็นไม่ตรงกัน โดยการนำเสนอนี้จะแสดงถึงแนวทางที่แตกต่างกันทางด้าน ปรัชญาในเรื่อง ความจริง (Reality) และ ทฤษฎีรูปแบบ  (Theory of Forms) ระหว่างเพลโตและอริสโตเติล</p><figure class="wp-block-image has-custom-border"><img loading="lazy" decoding="async" width="770" height="480" src="https://www.fengshuiarchitect.net/wp-content/uploads/2025/06/FENG-SHUI-ARCHITECT-5-1.png" alt="" class="wp-image-226" style="border-radius:100px" srcset="https://www.fengshuiarchitect.net/wp-content/uploads/2025/06/FENG-SHUI-ARCHITECT-5-1.png 770w, https://www.fengshuiarchitect.net/wp-content/uploads/2025/06/FENG-SHUI-ARCHITECT-5-1-600x374.png 600w, https://www.fengshuiarchitect.net/wp-content/uploads/2025/06/FENG-SHUI-ARCHITECT-5-1-300x187.png 300w, https://www.fengshuiarchitect.net/wp-content/uploads/2025/06/FENG-SHUI-ARCHITECT-5-1-768x479.png 768w" sizes="(max-width: 770px) 100vw, 770px" /><figcaption class="wp-element-caption">Ken Panyawat Supapitakpong: Feng Shui Architect</figcaption></figure><p><strong>แนวทางปรัชญาเรื่อง ความจริง </strong><strong>(Reality)</strong></p><p>เพลโต (Plato) เป็นนักปรัชญาที่มีแนวคิดแบบ อุดมคตินิยม (Idealism) เขาเชื่อว่าความจริงที่แท้จริงนั้นอยู่ในรูปแบบของ &#8220;Forms&#8221; หรือ &#8220;Ideas&#8221; ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงและสมบูรณ์แบบ รูปแบบเหล่านี้มีอยู่ในโลกที่แยกออกจากโลกวัตถุที่เรารับรู้ได้ผ่านประสาทสัมผัส วัตถุเป็นเพียงเงาหรือการเลียนแบบที่ไม่สมบูรณ์แบบของโลก ในขณะเดียวกันอริสโตเติล (Aristotle) เป็นนักประจักษ์นิยม (Empiricism) ที่เชื่อว่าความเป็นจริงประกอบด้วยวัตถุที่มีอยู่ในโลกธรรมชาติ รูปแบบย่อมไม่แยกออกจากวัตถุ แต่จะเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เราสามารถพบเห็นได้ ความจริงเริ่มต้นจากประสบการณ์ที่เราต้องสามารถสังเกตและวิเคราะห์ได้จริง</p><p><strong>แนวทาง ทฤษฎีรูปแบบ (</strong><strong>Theory of Forms)</strong></p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เพลโต (Plato) เสนอทฤษฎีรูปแบบ โดยเขาเชื่อว่ารูปแบบหรืออุดมคติเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงในโลกแห่งอุดมคติ ซึ่งไม่สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส แต่สามารถเข้าใจได้ผ่านการใช้เหตุผล ซึ่งถือว่าเป็นแนวทางที่มีความ abstract เป็นอย่างมาก ซึ่งอริสโตเติล (Aristotle) ได้เห็นต่าง และแสดงถึงแนวทางที่จับต้องได้มากกว่า โดยเขาเชื่อว่ารูปแบบและวัตถุเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแยกจากกันได้ จะต้องเป็นรูปแบบมีอยู่ในวัตถุจริงๆ ที่เราสามารถจับต้องได้ มีอยู่จริงบนโลก</p><p></p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Less is more quote ยอดฮิตของ Ludwig Mies van der Rohe</title>
		<link>https://www.fengshuiarchitect.net/less-is-more/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Panyawat Supapitakpong]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 05 Jun 2025 03:48:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สถาปัตยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[Architect]]></category>
		<category><![CDATA[Feng Shui]]></category>
		<category><![CDATA[Ken]]></category>
		<category><![CDATA[Less is more]]></category>
		<category><![CDATA[Ludwig Mies van der Rohe]]></category>
		<category><![CDATA[Mies van der Rohe]]></category>
		<category><![CDATA[Panyawat Supapitakpong]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.fengshuiarchitect.net/?p=222</guid>

					<description><![CDATA[“Less is more” ถือเป็นวลียอดฮิตที่หลาย ๆ คนมักจะคุ้นหูก [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“Less is more” ถือเป็นวลียอดฮิตที่หลาย ๆ คนมักจะคุ้นหูกันดี แนวคิดนี้ถูกประกาศโดยสถาปนิกแนวโมเดิร์นนิสต์ชื่อ <a>Ludwig Mies van der Rohe</a> เดิมทีก่อนยุคโมเดิร์น สถาปัตยกรรม มักมีการตกแต่งที่อลังการ และใช้องค์ประกอบที่ฟุ่มเฟือย อาทิเช่น เสาในยุค Greek &amp; Roman ที่จะใช้สื่อถึงเทพเจ้าในยุคนั้นๆ หรือจะเป็น สถาปัตยกรรมในยุค Baroque ที่สถาปัตยกรรมส่วนใหญ่จะมีแรงบันดาลใจมาจาก งานศิลป์หรือรูปปั้น ซึ่งทำให้ Form ของอาคารมีความอลังการ “Less is more” เป็นแนวทางที่เน้นถึงความเรียบง่าย ความ Minimal เนื่องจากยุคของ Modernism เป็นยุคที่เกิดหลังช่วงสงครามโลก ดั่งนั้นการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค้ามากที่สุดจึงถือเป็นสิ่งสำคัญ การลดทอนองค์ประกอบที่ไม่สำคัญลงจากสถาปัตยกรรมยุคก่อนๆ และการใช้เส้นสายในการออกแบบที่สะอาดสบายตาจึงเป็นเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมในยุคโมเดิร์น</p><figure class="wp-block-image size-full has-custom-border"><img loading="lazy" decoding="async" width="770" height="480" src="https://www.fengshuiarchitect.net/wp-content/uploads/2025/06/FENG-SHUI-ARCHITECT-2-1.png" alt="" class="wp-image-223" style="border-radius:100px" srcset="https://www.fengshuiarchitect.net/wp-content/uploads/2025/06/FENG-SHUI-ARCHITECT-2-1.png 770w, https://www.fengshuiarchitect.net/wp-content/uploads/2025/06/FENG-SHUI-ARCHITECT-2-1-600x374.png 600w, https://www.fengshuiarchitect.net/wp-content/uploads/2025/06/FENG-SHUI-ARCHITECT-2-1-300x187.png 300w, https://www.fengshuiarchitect.net/wp-content/uploads/2025/06/FENG-SHUI-ARCHITECT-2-1-768x479.png 768w" sizes="(max-width: 770px) 100vw, 770px" /><figcaption class="wp-element-caption">Ken Panyawat Supapitakpong: Feng Shui Architect</figcaption></figure><p>จุดเด่นของการออกแบบสถาปัตยกรรมตามวลี “Less is more” ได้แก่ การออกแบบที่มีองค์ประกอบที่น้อยลงซึ่งสามารถนำไปสู่ข้อความที่ชัดเจนและเป็นความเป็นเอกภาพที่มากขึ้น มองแล้วเข้าใจง่ายยิ่งขึ้น การลดทอนการตกแต่งขององค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม (Ornamentation) ซึ่งสามารถนำไปสู่การโฟกัสในประเด็นที่สำคัญจริง ๆ การออกแบบสถาปัตยกรรมแบบ Minimal ตามแนวคิด “Less is more” มักเน้นเส้นสายที่สะอาด พื้นที่เปิดโล่ง และความสวยงามที่มาจาก Function ที่ใช้งานได้จริง การออกแบบ Built-in furniture ก็จะมีความเรียบง่ายดูสะอาดสบายตาเช่นเดียวกัน “Less is more” ยังเป็นแนวคิดที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แนวคิดนี้ยังเน้นการคำนึงถึงความสามารถในออกแบบที่ลดขยะจากการก่อสร้าง และการใช้ทรัพยากรที่เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณในการก่อสร้าง และยังลดผลกระทบต่อระแบบนิเวศได้ในเวลาเดียวกัน โดยตัวอย่างสถาปัตยกรรมของ Ludwig Mies van der Rohe ที่ประยุกต์แนวคิดแบบ “Less is more” และประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงได้แก่ the Barcelona Pavilion และ the Seagram Building</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การออกแบบการระบายอากาศ (Ventilation Design) สำหรับสถาปัตยกรรมเขตร้อน</title>
		<link>https://www.fengshuiarchitect.net/ventilation-design-for-tropical-architecture/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Panyawat Supapitakpong]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 05 Jun 2025 03:44:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สถาปัตยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[Architect]]></category>
		<category><![CDATA[Design]]></category>
		<category><![CDATA[Feng Shui]]></category>
		<category><![CDATA[Ken]]></category>
		<category><![CDATA[Panyawat Supapitakpong]]></category>
		<category><![CDATA[Tropical Architecture]]></category>
		<category><![CDATA[Ventilation]]></category>
		<category><![CDATA[Ventilation Design]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.fengshuiarchitect.net/?p=219</guid>

					<description><![CDATA[การออกแบบการระบายอากาศ (Ventilation Design) สำหรับสถาปั [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การออกแบบการระบายอากาศ (Ventilation Design) สำหรับสถาปัตยกรรมเขตร้อน (Tropical Architecture) อย่างเช่นประเทศไทยถือว่าเป็นหนึ่งในประเด็นความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากสภาพภูมิอากาศของสถาปัตยกรรมเขตร้อนมีสภาพอากาศที่ร้อนและชื้น บางครั้งรูปลักษณ์สถาปัตยกรรมที่สวยงามแต่ขาดซึ่งการออกแบบการระบายอากาศ ก็สามารถทำให้สถาปัตยกรรมนั้น ๆ มีความไม่น่าอยู่ได้ การคำนึงถึงการประยุกต์ใช้กลยุทธ์การออกแบบการระบายอากาศที่มีประสิทธิภาพสามารถช่วยเพิ่มความสบายให้กับผู้ใช้พื้นที่ รวมถึงลดความจำเป็นในการใช้เครื่องปรับอากาศ ซึ่งหมายความว่า การออกแบบการระบายอากาศที่ดีสามารถช่วยลดการใช้จ่ายภายในอาคารนั้น ๆ ได้</p><figure class="wp-block-image size-full has-custom-border"><img loading="lazy" decoding="async" width="770" height="480" src="https://www.fengshuiarchitect.net/wp-content/uploads/2025/06/FENG-SHUI-ARCHITECT-1-1.png" alt="" class="wp-image-220" style="border-radius:100px" srcset="https://www.fengshuiarchitect.net/wp-content/uploads/2025/06/FENG-SHUI-ARCHITECT-1-1.png 770w, https://www.fengshuiarchitect.net/wp-content/uploads/2025/06/FENG-SHUI-ARCHITECT-1-1-600x374.png 600w, https://www.fengshuiarchitect.net/wp-content/uploads/2025/06/FENG-SHUI-ARCHITECT-1-1-300x187.png 300w, https://www.fengshuiarchitect.net/wp-content/uploads/2025/06/FENG-SHUI-ARCHITECT-1-1-768x479.png 768w" sizes="(max-width: 770px) 100vw, 770px" /><figcaption class="wp-element-caption">Ken Panyawat Supapitakpong: Feng Shui Architect</figcaption></figure><p>หลักการและกลยุทธ์สำหรับการออกแบบการระบายอากาศ ได้แก่ ข้อที่หนึ่ง การจัดวางผังโดยคำนึงถึงทิศทางสัญจรของลม โดยควรจัดวางอาคารให้สอดรับกับทิศทางลมที่พัดเข้ามาผ่านช่องอากาศสู่พื้นที่ภายในอาคาร ข้อที่สอง การคำนึงถึงการออกแบบจัดวางช่องเปิดภายในอาคาร โดยเราควรเลือกหน้าต่างและประตูที่มีช่องเปิดที่ใหญ่เพียงพอให้ลมสัญจรผ่านได้คล้อง และควรจัดวางข่องเปิดต่าง ๆ ให้อยู่ตรงข้ามกันเพื่อให้เกิดการไหลเวียนของอากาศที่ดี (Airflow) การใส่หน้าต่างบานเกล็ด, การออกแบบเพดานที่สูง รวมถึงการออกแบบชายคาที่มีการระบายอากาศที่ดีก็สามารถเพิ่มการไหลเวียนของอากาศให้กับพื้นที่ภายในอาคาร ข้อที่สาม คือการคำนึงถึงวัสดุที่เลือกใช้ก่อสร้างสถาปัตยกรรม วัสดุ (Material) โดยปกติมักจะมีข้อดีข้อเสียต่างกัน วัสดุบางชนิดเช่นคอนกรีตสามารถกักเก็บความร้อนระหว่างวันซึ่งส่งผลต่อสภาพอากาศภายในพื้นที่ของอาคาร ในขณะเดียวกันวัสดุบางชนิดเช่นไม้สามารถระบายความร้อนได้ดีไม่กักเก็บความร้อนไว้ในวัสดุ การเลือกใช้วัสดุที่มวลมีความเบามักจะไม่กักเก็บความร้อนจัดวางไว้ในพื้นที่ ข้อสุดท้าย คือการจัดวางภูมิทัศน์และพืชพรรณ การเลือกปลูกต้นไม้และพุ่มไม้ไว้ในตำแหน่งที่เหมาะสม สามารถสร้างร่มเงาและทำให้อากาศเย็นก่อนที่จะสัญจรผ่านเข้ามาในอาคาร การออกแบบให้มีหลังคาและกำแพงธรรมชาติ (Green Roof &amp; Green Wall) ก็สามารถลดความร้อนและปรับคุณภาพของอากาศภายในอาคารให้ดีได้เช่นกัน</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ลักษณะและประโชยน์ของเสื่อตาตามิ (tatami mats) ต่อสถาปัตยกรรม</title>
		<link>https://www.fengshuiarchitect.net/effect-of-tatami-mats-towards-architecture/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Panyawat Supapitakpong]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 05 Jun 2025 03:40:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สถาปัตยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[Architect]]></category>
		<category><![CDATA[Feng Shui]]></category>
		<category><![CDATA[Ken]]></category>
		<category><![CDATA[modular system]]></category>
		<category><![CDATA[Panyawat Supapitakpong]]></category>
		<category><![CDATA[tatami]]></category>
		<category><![CDATA[tatami mats]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.fengshuiarchitect.net/?p=215</guid>

					<description><![CDATA[เสื่อตาตามิ (tatami mats) ถือเป็นหนึ่งในวัสดุทางงานสถาป [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เสื่อตาตามิ (tatami mats) ถือเป็นหนึ่งในวัสดุทางงานสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นที่มีคุณสมบัติข้อดีหลายประการ เสื่อตาตามิทำมาจากฟางข้าวซึ่งถือเป็นหนึ่งในวัสดุธรรมชาติ ปูด้วยหญ้ากก (อิกุสะ) ที่ทอและขอบด้วยผ้า ขนาดมาตรฐานของเสื่อตาตามิในญี่ปุ่นมีขนาดมาตรฐานประมาณ 0.9 คูณ 1.8 เมตร (3 คูณ 6 ฟุต) เสื่อตาตามิมีถือเป็นวัสดุที่มีความยืดหยุ่นในการออกแบบ (design flexible) เสื่อตาตามิเป็นวัสดุทางสถาปัตยกรรมที่ใช้ระบบโมดูลาร์ (modular system) เสื่อตาตามิสามารถจัดเรียงในแบบต่าง ๆ ซึ่งทำให้สร้างความหลากหลายให้กับการจัดวางห้อง นอกจากนี้เสื่อตาตามิยังถือเป็นหนึ่งวัสดุที่คนญี่ปุ่นใช้จัดเรียงเป็นพื้นเพื่อช่วยลดความเสียหายในยามแผ่นดินไหวให้กับอาคาร การแบ่งพื้นที่ของเสื่อตาตามิสามารถใช้แบ่งพื้นที่ต่าง ๆ ภายในห้องโดยไม่ต้องใช้ผนังโครงสร้างถาวร ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่ได้ง่ายตามการใช้งานที่ต่างกัน ความสบายตาและความงามของเสื่อตาตามิเกิดจากพื้นผิวที่นุ่มและยืดหยุ่น เสื่อตาตามิมีพื้นผิวที่นุ่มเล็กน้อย สร้างความสบายในทั้งการเดินและการนั่ง ด้วยความเป็นระเบียบของเสื่อตาตามิ จะช่วยเพิ่มความงามในแบบมินิมอลรวมถึงสร้างบรรยากาศที่เงียบสงบให้กับพื้นที่ และยังช่วยเสริมสร้างความสบายตาให้กับห้อง ๆ นั้น</p><figure class="wp-block-image size-full has-custom-border"><img loading="lazy" decoding="async" width="770" height="480" src="https://www.fengshuiarchitect.net/wp-content/uploads/2025/06/FENG-SHUI-ARCHITECT-8-1.png" alt="" class="wp-image-217" style="border-style:none;border-width:0px;border-radius:100px" srcset="https://www.fengshuiarchitect.net/wp-content/uploads/2025/06/FENG-SHUI-ARCHITECT-8-1.png 770w, https://www.fengshuiarchitect.net/wp-content/uploads/2025/06/FENG-SHUI-ARCHITECT-8-1-600x374.png 600w, https://www.fengshuiarchitect.net/wp-content/uploads/2025/06/FENG-SHUI-ARCHITECT-8-1-300x187.png 300w, https://www.fengshuiarchitect.net/wp-content/uploads/2025/06/FENG-SHUI-ARCHITECT-8-1-768x479.png 768w" sizes="(max-width: 770px) 100vw, 770px" /><figcaption class="wp-element-caption">Ken Panyawat Supapitakpong: Feng Shui Architect</figcaption></figure><p>เสื่อตาตามิ (tatami mats) มีประโยชน์มากมายในทางสถาปัตยกรรม เสื่อตาตามิถือเป็นฉนวนกันความร้อนที่ดี มีประโยชน์ช่วยให้ห้องเย็นในฤดูร้อนและอบอุ่นในฤดูหนาว เสื่อตาตามิมีคุณสมบัติในการดูดซับเสียงลดระดับเสียงและสร้างสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบมากขึ้น เสื่อตาตามิทำจากวัสดุธรรมชาติซึ่งทำให้ตัววัสดุมีการระบายอากาศที่ดี มีคุณสมบัติช่วยปรับระดับความชื้นและส่งเสริมคุณภาพอากาศภายในอาคารให้ดีต่อสุขภาพต่อผู้อยู่อาศัย เสื่อตาตามิมีความยืดหยุ่นทำให้เดินหรือนอนสะดวกขึ้นไม่ทำให้ข้อต่อเจ็บ เสื่อตาตามิมีความหลากหลายและสามารถใช้งานได้หลายรูปแบบ เช่น สามารถใช้เป็นพื้นที่นอนได้ในเวลากลางคืน (โดยการปูฟูก) และเป็นพื้นที่นั่งเล่นหรือรับประทานอาหารในเวลากลางวัน</p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำไม Concept ทางสถาปัตยกรรมถึงสำคัญต่อการออกแบบ</title>
		<link>https://www.fengshuiarchitect.net/why-design-concept-is-important-in-architectural-field/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Panyawat Supapitakpong]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 05 Jun 2025 03:31:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สถาปัตยกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[Architect]]></category>
		<category><![CDATA[Architectural Concept]]></category>
		<category><![CDATA[Concept]]></category>
		<category><![CDATA[Concept in Architecture]]></category>
		<category><![CDATA[Design]]></category>
		<category><![CDATA[Design Concept]]></category>
		<category><![CDATA[Feng Shui]]></category>
		<category><![CDATA[Ken]]></category>
		<category><![CDATA[Panyawat Supapitakpong]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.fengshuiarchitect.net/?p=212</guid>

					<description><![CDATA[การพัฒนาทางประวัติศาสตร์ของสถาปัตยกรรมแสดงให้เห็นว่า Co [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>การพัฒนาทางประวัติศาสตร์ของสถาปัตยกรรมแสดงให้เห็นว่า Concept ทางสถาปัตยกรรมถูกบ่งชี้ให้เห็นตั้งแต่สมัย อียิปต์ กรีก โรม ฯลฯ จำแนกโดย character และ design elements ของสถาปัตยกรรมในแต่ละยุค ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Concept ทางสถาปัตยกรรมได้รับการพัฒนาเรื่อยมา ตั้งแต่ในอดีดกาลจวบจบถึงปัจจุบัน โดยสถาปัตยกรรมในแต่ละยุคแสดงให้เห็นถึงความพิเศษและเอกลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่ามนุษยชาตมีการพัฒนาการจากสมัยก่อนมากเพียงใด</p><figure class="wp-block-image size-full has-custom-border is-style-default"><a href="https://www.fengshuiarchitect.net/contact/"><img loading="lazy" decoding="async" width="770" height="480" src="https://www.fengshuiarchitect.net/wp-content/uploads/2025/06/FENG-SHUI-ARCHITECT-4-1.png" alt="
Feng Shui Architect" class="wp-image-213" style="border-style:none;border-width:0px;border-radius:100px" srcset="https://www.fengshuiarchitect.net/wp-content/uploads/2025/06/FENG-SHUI-ARCHITECT-4-1.png 770w, https://www.fengshuiarchitect.net/wp-content/uploads/2025/06/FENG-SHUI-ARCHITECT-4-1-600x374.png 600w, https://www.fengshuiarchitect.net/wp-content/uploads/2025/06/FENG-SHUI-ARCHITECT-4-1-300x187.png 300w, https://www.fengshuiarchitect.net/wp-content/uploads/2025/06/FENG-SHUI-ARCHITECT-4-1-768x479.png 768w" sizes="(max-width: 770px) 100vw, 770px" /></a><figcaption class="wp-element-caption">Ken Panyawat Supapitakpong: Feng Shui Architect</figcaption></figure><p class="has-black-color has-palette-color-5-background-color has-text-color has-background has-link-color has-medium-font-size wp-elements-440664ca25d30fc9004689140a656333"><strong>5 ประเด็นสำคัญสำหรับ</strong><strong> </strong><strong>Concept</strong><strong> </strong><strong>ทางสถาปัตยกรรม</strong><strong></strong></p><p>ประการแรกคือ ไอเดียหลักหรือธีม ไอเดียหลักของงานคือสิ่งที่แสดงถึงเอกลักษณ์ในการออกแบบของสถาปัตยกรรมนั้นๆ ส่วนธีมมีหน้าที่ควบคุมทิศทางของการออกแบบโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม แนวคิดเหล่านี้อาจได้รับแรงบันดาลใจจากประเด็นต่างๆ เช่น ความต้องการของลูกค้า อิทธิพลทางวัฒนธรรม ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่แนวคิดเชิงนามธรรม เช่น อารมณ์ หรือปรัชญา</p><p>ประการที่สองคือ การแก้ปัญหาด้วย design concept เพื่อให้สอดคล้องตอนรับกับบริบทของแต่ละของงาน อาทิเช่นปกติที่ดินแต่ละที่มีประเด็นที่ให้คำนึงถึงต่างกัน ซึ่งโดยปกติสถาปนิกเรียกว่า &#8220;site analysis&#8221; นอกจากนี้ลูกค้ายังมีความต้องการเฉพาะของตนเองซึ่งขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ของพวกเขา ประเด็นเหล่านี้สามารถถูกแก้ไขได้ด้วยการคิด Concept ที่ถูกต้องผ่านการออกแบบสถาปัตยกรรม “It’s not just what it looks like. Design is how it works” &#8211; <em>Steve Jobs</em></p><p>ประการที่สามคือ ทัศนียภาพและรูปแบบฟังก์ชันของอาคาร concept ประกอบด้วยการพิจารณาทั้ง form และ function รวมไปถึงเรื่องเกี่ยวกับความสวยงาม วัสดุ เลย์เอาต์ โทนสี และการใช้งาน การคิด design concept ไม่ควรถูกแสดงเฉพาะจุดใดจุดนึงของอาคาร หรือฟังก์ชันใดฟังก์ชันหนึ่งของอาคาร เท่านั้น แต่ควรถูกคิดออกแบบให้เกิดขึ้นในทุกองค์ประกอบการออกแบบ</p><p>ประการที่สี่คือ การใช้นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบสถาปัตยกรรม design concept ที่มีประสิทธิภาพที่ดี คือแนวคิดที่ก้าวข้ามขอบเขตของ design concept ทั่วๆไป หลังจากที่สถาปนิกค้นคว้ากรณีศึกษาที่เกี่ยวข้องกับโครงการเพื่อวิเคราะห์แนวคิดต่างๆ รวมถึงวิธีแก้ปัญหาที่ตรงประเด็น สดใหม่ และไม่เหมือนใคร จากนั้นควรจะผ่านกระบวนการทำ design possibilities เพื่อที่ทำให้ design concept ถูกพัฒนาวิเคราะห์และเลือกมาทำแบบได้อย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับงานและมีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะฉะนั้นการคำนึงถึงนวัตกรรมใหม่ๆ ร่วมกับความคิดสร้างสรรค์อย่างสมเหตุสมผล นับว่าเป็นกุญแจสำคัญสำหรับ design concept</p><p>ประการที่ห้าคือ ความสอดคล้องและความกลมกลืนของผลลัพธ์จากการออกแบบ design concept ที่มีประสิทธิภาพ ควรจะร้อยเรียง และแสดงแนวคิดต่างๆที่ผู้ออกแบบตั้งใจให้เกิดภายในงาน รวมถึงการคำนึงถึงการจัดวางให้องค์ประกอบของงานออกแบบไปในทิศทางเดียวกันอย่างกลมกลืน</p><ul class="wp-block-list"><li></li></ul><p></p>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
